top of page

ประชาชนต่อต้านการขยายพื้นที่ EEC ดึงปราจีนบุรีเข้าร่วมเป็นจังหวัดที่ 4

          เครือข่ายภาคประชาชนและกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรีผนึกกำลังเตรียมเคลื่อนไหวคัดค้านครั้งใหญ่ หลังคณะกรรมการ กพอ. มีมติเห็นชอบในหลักการขยายพื้นที่ EEC ดึงปราจีนบุรีเข้าร่วมเป็นจังหวัดที่ 4โดยชาวบ้านหวั่นเกรงว่าการปรับผังเมืองจะเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน ทำลายสิทธิชุมชน และซ้ำเติมวิกฤตมลพิษ-กากเคมีขยะพิษที่สะสมอยู่เดิมจนเกินเยียวยา
เครือข่ายภาคประชาชนและกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรีผนึกกำลังเตรียมเคลื่อนไหวคัดค้านครั้งใหญ่ หลังคณะกรรมการ กพอ. มีมติเห็นชอบในหลักการขยายพื้นที่ EEC ดึงปราจีนบุรีเข้าร่วมเป็นจังหวัดที่ 4โดยชาวบ้านหวั่นเกรงว่าการปรับผังเมืองจะเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน ทำลายสิทธิชุมชน และซ้ำเติมวิกฤตมลพิษ-กากเคมีขยะพิษที่สะสมอยู่เดิมจนเกินเยียวยา

ประธานอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อมอำเภอกบินทร์บุรี ในฐานะตัวแทน "กลุ่มกบินทร์รักษ์สิ่งแวดล้อม" เปิดเผยว่า ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. ทางกลุ่มฯ จะเดินทางไปยื่นหนังสือคัดค้านอย่างเป็นทางการ ณ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ที่บางแสน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนและศึกษาผลกระทบอย่างรอบคอบ ที่ผ่านมาในวงเสวนาฝ่ายรัฐมักยอมรับเหตุผลของชาวบ้าน แต่สุดท้ายนโยบายกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลควรกลับไปแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมใน 3 จังหวัดเดิมของ EEC (ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง) ให้ได้เสียก่อน

            ด้าน แกนนำกลุ่มปราจีนเข้มแข็ง ระบุว่า ขนาดปัจจุบันยังไม่ได้เข้า EEC ปัญหาสิ่งแวดล้อม การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม และน้ำเสียก็ล้นเมืองจนแม่น้ำปราจีนบุรีและแหล่งน้ำธรรมชาติปนเปื้อนสารเคมีไปหมดแล้ว เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีศักยภาพเพียงพอในการควบคุมดูแล

           ขณะที่ นายA (ขอสงวนชื่อ-นามสกุล) อดีตแกนนำในพื้นที่ แสดงทัศนะด้วยความกังวลว่าเรื่องนี้กระทบไปถึงฝ่ายบริหารจังหวัด ส.ส. และผู้บริหารท้องถิ่น (อปท.) ว่ามีการทับซ้อนอย่างไร ที่ผ่านมาปัญหาในปราจีนบุรีมักถูกกดทับ เช่น กรณีสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ที่เรื่องเงียบหายไป และมองว่าประชาชนอาจต้องรับสภาพเนื่องจากกลไกต่อสู้ของภาคประชาชนเองยังขาดเอกภาพ บางกลุ่มสู้เพื่อเงื่อนไขทางการเมือง ไม่ใช่เพื่อสิ่งแวดล้อมจริง ขณะที่โครงสร้างอำนาจรัฐและกลุ่มทุนเหนียวแน่นมาก

          นอกจากนี้ พบว่า "บ้านบุยายใบ ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี" ซึ่งอยู่ติดนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กำลังเผชิญหน้ากับความจริงที่สวนทางกับตัวเลขเศรษฐกิจ ดังนี้:

·        มลพิษทางอากาศ: ปล่องควันโรงงานปล่อยควันหนาทึบส่งกลิ่นเหม็นรบกวนระบบทางเดินหายใจของชาวบ้านและเด็กนักเรียนโรงเรียนวัดบุยายใบมาอย่างยาวนาน

·        น้ำเสียและกากเคมี: แหล่งน้ำธรรมชาติกลายเป็นสีดำคล้ำ เกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชังได้รับความเดือดร้อน และต้นมะพร้าวของชาวสวนยืนต้นตาย

·        ปัญหาสุขภาพและสังคม: ผู้สูงอายุอยู่ด้วยความหวาดระแวง มีรถบรรทุกสารเคมีและรถขนาดใหญ่สะเทือนวิ่งผ่านชุมชนตลอดวัน

            หากรัฐบาลอ้าง EEC แล้วดึงอุตสาหกรรมหนักเข้ามาเพิ่ม พื้นที่ตรงนี้จะกลายเป็น "ถังขยะแห่งอีอีซี" ทันที โดยเครือข่ายคนรักท้องถิ่นจะใช้บทเพลงนี้เป็นกระบอกเสียงขับเคลื่อนเชิงนโยบายต่อไป

            สำหรับมติของ สกพอ. หลังจากนี้ จะนำรายละเอียดไปปรับปรุงเพื่อเสนอ กพอ. อีกครั้ง ก่อนส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติต่อไป ซึ่งภาคประชาชนยังคงจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า แผนจัดการขยะและน้ำเสียของรัฐบาลจะทำได้จริงหรือเป็นเพียงการขายฝันเพื่อลดแรงต้าน



ความคิดเห็น


ที่อยู่สำนักงาน : 

อาคารฟิโก้ เพลส ห้องเลขที่ 603 ชั้นที่ 6

เลขที่ 18/8 ถนนสุขมวิท 21 (อโศก) 

แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา

จังหวัดกรุงเทพมหานคร 10110

bottom of page